http://xn--82c0aa8a1ajpwpq3bj5a2c5h8h.com/blog/wp-content/uploads/2016/08/ielts-logo.jpg

IELTS 6.5 ไม่ใช่เรื่องยาก

IELTS 6.5 ไม่ใช่เรื่องยาก

เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า IELTS แว่วๆ กันมาบ้าง ซึ่ง IELTS ก็คือการสอบวัดระดับความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษที่เด็กส่วนใหญ่สามารถใช้ยื่นเข้าคณะอินเตอร์ของหลายๆ มหาวิทยาลัยในไทยนั้นเอง ซึ่งน้องๆ บางคนอาจจะใช้คะแนนสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ แทน เช่น CU-TEP, CU-AAT, TU-GET หรือ SAT ตามที่แต่ละคณะกำหนดกันไป สำหรับการสอบ IELTS นั้นพี่เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบกันพอสมควร ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่คือไม่รู้จะเริ่มอ่านอย่างไร เรียนพิเศษที่ไหนดี ติว part ไหนก่อนดี ซึ่งค่าคอรส์ติว IELTS ส่วนใหญ่ในไทยก็ค่อนข้างแพงมากเพราะส่วนใหญ่เรียนกับอาจารย์ต่างชาติ เรียนไปก็ไม่รู้จะได้ผลตามที่เราคาดหวังรึป่าว ค่าสอบก็ราคามหาโหดอยู่แล้ว แต่วันนี้พี่ก็มีเทคนิคดีๆ สำหรับน้องๆ ที่ต้องการเตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยตนเอง ไม่ง้อสถาบันกวดวิชาต่างๆ เทคนิคเป็นอะไรบ้างไปดูกันเลย

1. Listening

ข้อสอบ Listening ของ IELTS นั้นจะเป็น part ที่เด็กส่วนใหญ่จะทำคะแนนกันได้ดีที่สุด ถือว่าเป็น part ที่เราควรปั้มคะแนนให้ได้มากๆ เพื่อให้คะแนนรวมออกมาสูงนั้นเอง ซึ่งข้อสอบ part นี้จะประกอบไปด้วยบทสนทนาทั้งหมด 4 สถานการณ์แตกต่างกัน ซึ่งส่วนตัวแล้วพี่ว่าความยากอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ยากถึงขั้นฟังไม่ออกกันเลย ซึ่งการเตรียมตัวนั้น พี่จะแนะนำสองวิธีคือ หนึ่งฝึกทำข้อสอบเก่า ก็คือหาชุดข้อสอบเก่าของ part นี้มาทำ วิธีนี้ก็ค่อนข้างเวิร์คเพราะจะทำให้เราชินกับตัวข้อสอบมากขึ้น เพราะรูปแบบของตัวข้อสอบจะออกคล้ายๆ เดิมแค่เปลี่ยนบทสนทนา ส่วนอีกวิธีนึงก็คือฝึกดูข่าว หรือ คลิปวิดีโอต่างๆ นานา ซึ่งอาจจะหารายการโทรทัศน์ตามหัวข้อที่เราสนใจ เช่น ถ้าชอบแนวท่องเที่ยวก็อาจจะดูพวกสาระคดีภาษาอังกฤษ ถ้าชอบแนว talk show ก็ดูรายการเช่น The Ellen Degeneres show เป็นต้น หรือถ้าชอบแนวดนตรีก็ดู The Voice ของต่างประเทศ ซึ่งวิธีนี้ก็ค่อนข้างดีเพราะน้องๆ จะได้ฝึกฝนการฟังสำเนียงต่างๆ การฟังคำภาษาอังกฤษให้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากจะถือว่าเป็นการฝึกฝนการฟังแล้ว เรายังได้เพลิดเพลินกับการดูรายการโปรดของเราไปในตัวอีกด้วย

Image result for listening

2. Speaking

ข้อสอบ Speaking นั้นก็เป็นอีก part ที่เด็กส่วนใหญ่ได้คะแนนค่อนข้างเยอะ รองลงมาจาก Listening ในส่วนการสอบพูดของ IELTS ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกคือพูดทั่วไป เช่นแนะนำตัวเอง พักอยู่ที่ไหน เป็นต้น ส่วนที่สองคือ เขาจะให้กระดาษหัวข้อมา 1 หัวข้อ จากนั้นจะให้เวลาเรา 1 นาทีในการคิดสิ่งที่จะพูด ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นจะมีปัญหากับการพูดส่วนหลังกันมากกว่าส่วนแรก แต่โดยส่วนตัวแล้วพี่คิดว่าหัวข้อส่วนใหญ่ค่อนข้างกว้าง ไม่ค่อยยากและง่ายเกินไป สามารถพูดได้ค่อนข้างเยอะ

วิธีการฝึกฝน Speaking ก็มีอยู่หลายวิธีเช่น การฝึกพูดกับชาวต่างชาติ โดยถ้าน้องเรียนโรงเรียนสองภาษาหรืออินเตอร์จะยิ่้งได้เปรียบเพราะมีโอกาสพบปะกับคุณครูฝรั่งทุกๆ วัน แต่ถ้าน้องไม่มีโอกาสฝึกพูดกับชาวต่างชาติก็สามารถฝึกได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การดูหนัง ซึ่งการดูหนังไม่ใช่เป็นแค่การฝึก Speaking เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการฝึก Reading และ Listening ไปในตัว น้องๆ หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ นอนดูหนังที่บ้านจะฝึกพูดได้ยังไง น้องๆ สามารถเรียนรู้การออกเสียงคำต่างๆ มากขึ้น เรียนรู้ vocabulary หรือ คำศัพท์เยอะขึ้น รวมไปถึงเรียนรู้สำเนียงหรือ pronunciation จากนักแสดง ซึ่งแรกๆ น้องอาจจะดูหนังพร้อมกับซับไตเติลภาษาไทยไปก่อนเพื่อความเข้าใจ หลังจากนั้นค่อยๆ พัฒนาไปเป็นซับอังกฤษ และพอเทพมากๆ น้องอาจจะดูหนังโดยไม่ต้องอ่านซับเลยก็ได้ แต่วิธีค่อนข้างต้องใช้ความอดทนนิดนึงเพราะแรกๆ น้องอาจจะยังดูไม่ค่อยรู้เรื่อง555 ถ้าเป็นไปได้ อยู่บ้านคนเดียวก็พูดตามตัวละครในหนังไปเลยก็ได้ นอกจากการดูหนังแล้ว น้องๆ สามารถเรียนผ่าน Youtube ก็ได้เพราะสมัยนี้มีคลิปการสอน Speaking มากมายใน Youtube ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ เพราะคนที่สอนนั้นก็เป็นเจ้าของภาษาเลยทั้งนั้น ซึ่งน้องๆ สามารถฝึกได้ง่ายๆ ที่บ้านเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าฟังไม่ทันก็ย้อนกลับมาดูได้เรื่อยๆ แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากสองวิธีนี้แล้ว น้องอาจจะฝึกโดยการหา Sample questions ในอินเตอร์เน็ตเพื่อฝึกพูดคนเดียวก็ได้เช่นกัน

Image result for speaking

3. Reading

ข้อสอบ Reading ของ IELTS ถือว่าค่อนข้างยากพอสมควร ข้อสอบจะให้เวลาทำทั้งหมด 60 นาที โดยจะให้มา 3 passages ในการอ่าน ปัญหาส่วนใหญ่ที่เด็กมักเจอก็คือ อ่านไม่ทันและไม่รู้คำศัพท์ในบทความ หรือ บางทีก็ไม่เข้าใจคำถาม ฉนั้นวิธีการฝึกฝนหลักๆ เลยก็คือการหาข้อสอบเก่ามาทำ เพื่อให้เราได้ฝึกฝนการจับใจความจากการอ่านและเรียนรู้ศัพท์ได้มากขึ้น ควรจับเวลาทำให้พอดีกับการสอบเพื่อเพิ่มความเคยชินให้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังสามารถฝึกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การอ่านหนังสือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย นิติยสารต่างๆ ที่เราสนใจ อ่านอย่างน้อยวันละ 30 นาที พยายามจดศัพท์ใหม่ๆ ที่เราไม่รู้ความหมายเพื่อให้เรารู้ศัพท์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรฝึกใช้วิธี skim & scan ซึ่งก็คือวิธีการอ่านบทความผ่านๆ อย่างรวดเร็วเพื่อหา keyword หรือใจความสำคัญของบทความนั้นเอง

Image result for reading

4. Writing

ข้อสอบ Writing นั้นถือว่าเป็น part ที่เด็กส่วนใหญ่บอกว่ายากที่สุด เนื่องจากเวลาที่ค่อนข้างจำกัดและน้องๆ ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาในเรื่องของ grammar และใช้คำศัพท์ที่ธรรมดาเกินไป ทำให้ยังขาดความมั่นใจเวลาเขียน ซึ่งตัวข้อสอบจะให้เวลาทำทั้งหมด 60 นาที แบ่งเป็น Task 1 20 นาที และ Task 2 40 นาที ส่วนตัวแล้วพี่อยากแนะนำให้น้องทำ Task 2 ก่อนเพราะคะแนนมันมากกว่าอันแรก แต่ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน โดยวิธีการฝึกฝนที่พี่อยากแนะนำก็คือ พยายามฝึกเขียนแล้วเช็คกับ model answer ตามอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือ Cambridge ทั่วไป พยายามดูอันที่ band สูงๆ กับ very good answer เรียนรู้ว่าคนที่เขียนดีๆ เขาใช้ศัพท์อะไรบ้าง รูปแบบการเขียนเป็นอย่างไร เป็นไปได้ก็จำๆ แนวเขาเป็นเลยก็ได้ แต่ไม่ใช่ไปเขียนแบบเขานะ 555 นอกจากนี้ก็น้องๆ ก็ควรเรียนรู้เรื่อง grammar ไปด้วยเพราะคะแนนหลักๆ ก็มาจากส่วนนี้ พยายามอย่าเขียนผิดไวยากรณ์ที่ง่ายๆ และใช้คำศัพท์เดิมๆ ซ้ำๆ เพราะจะทำให้เสียคะแนนได้เช่นกัน

Image result for writing

 




There are no comments

Add yours